ก่อนอื่นต้องขอตัวก่อนนะครับว่าผมยังเป็นมือใหม่ในเรื่องของการเขียนบทความ หากมีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยนะครับ

ตั้งแต่สมัยประถม ผมเป็นคนที่ชอบดูการ์ตูนมาก สมัยนั้นการ์ตูนที่ฉายทางช่อง 9 สนุกมาก ผมเริ่มดูตั้งแต่สมัย "เซเลอร์มูน", เซนส์เทลล์, อุเทน่า, ไออ้อนลีก และอีกหลายๆ เรื่อง ทุกวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมจะตื่นเช้าขึ้นมาเป็นโทรทัศน์ดู Ninja Boy Rantarou (สมัยนั้นรู้สึกจะฉายทางช่อง 3 มั้งครับ) ต่อด้วยการ์ตูนช่อง 9

ผมทำอยู่อย่างนี้มาจนถึงสมัยที่ช่อง 9 การ์ตูนเริ่มเข้าสู่ช่วง "กลียุค" ซึ่งหลายท่านก็คงทราบๆ กันดีว่ามันคืออะไร? (ใครไม่รู้ให้ไปถามพี่น้อง 2 คน ที่เค้าร้องเพลงนั่นดูครับ) ช่วงนี้การ์ตูนเริ่มจะไม่สนุกแล้วล่ะครับ เริ่มมีเรื่องประเภทที่ผมไม่ค่อยชอบ (พวกการ์ตูนที่ทำมาเพื่อขายของเล่น) ทำให้ผมดูน้อยลง จนในที่สุดก็เลิกดูไปเลยครับ

ในช่วงนี้ผมเริ่มไปสนใจเกมส์มากขึ้น เพื่อนผมเขาชวนให้เล่นเกมส์ Final Fantasy 7 สมัยนั้นผมไม่มีหรอกครับเครื่อง PS แต่ด้วยความที่เริ่มมีอีมูสำหรับใช้เล่นออกมา ก็เลยทำให้ผมสามารถเล่นเกมส์นี้ได้ ช่วงนั้นก็เลยติดเกมส์นี้งอมแงมเลยครับ

จนเมื่อเข้าเรียนชั้นม.ต้น ผมก็เจอกลุ่มเพื่อนใหม่ ในช่วงม.1 ผมไม่ค่อยมีเพื่อนเพราะด้วยความที่ไม่ค่อยพูดจากับใคร

จนถึงช่วงม.2 เป็นช่วงที่ลัทธิแร็กน่าร็อคเข้ามาในไทยครับ ผมในฐานะคนชอบเกมส์ก็ไม่มีพลาดครับ เล่นก่อนเพื่อนๆ ทันที ไม่นานผมก็มีกลุ่มเพื่อนที่เป็นพวกชอบเล่นเกมส์ด้วยกัน ช่วงนี้ชีวิตมีความสุขมาก เลิกเรียนถ้าวันไหนว่างก็ต้องไปนั่งร้านเกมส์ครับ
ในช่วงนี้ด้วยความที่เป็นผู้ชาย ผมก็เริ่มมีรู้สึกชอบใครบางคนครับ... แต่ไม่อยากพูดครับว่า (แป้ก) เพราะว่าเหอๆ เป็นได้แค่ "คาตะโอโมอิ" 片思い (รักเค้าข้างเดียวครับ)
ในช่วงม.2 นี้ผมเริ่มสนใจภาษาญี่ปุ่นนิดหน่อย เนื่องจากเพื่อนที่ข้างบ้านเขาไปเรียนแล้วมาแนะนำ ผมก็เลยสนใจเริ่มจากฝึกเขียนฮิรากานะไปได้จนครบ แต่พอเห็นคาตะคานะก็เริ่มท้อแล้วครับ ตอนนั้นก็เลยทำได้แค่อ่านนิดหน่อย (แต่ไม่รู้ความหมาย)

จนขึ้นชั้นม.3 เทอม 1 นี่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวตอเพราะเกรดในเทอมนี้จะมีผลเป็นเทอมสุดท้าย ในการพิจารณาขึ้นชั่น ม.ปลาย ผมก็ตั้งใจเรียนเต็มที่ครับ ในช่วงนี้ผมแตะอยู่อย่างเดียวก็คงเป็นเกมส์ Ragnarok ครับ
จนเข้าเทอม 2 ซึ่งไม่มีผลต่อเกรด ความรู้สึกของความอิสระก็เริ่มเข้ามาครับ ช่วงนี้อาจารย์ก็จะสอนไว และเลิกเร็ว ดังนั้นก็จะมีกิจกรรมยามว่างเยอะขึ้น เริ่มจากการอ่านหนังสือการ์ตูนเลยครับ เพื่อนผมในห้องมันชอบยืมมา ยืมมาทีเดียวหลายเล่ม และแล้วด้วยความที่ไม่ได้แตะของพวกนี้ไปเกือบ 2 ปีเต็มๆ ความรู้สึกในอดีตก็เริ่มกลับเข้ามา ผมรู้สึกว่าผมชอบการ์ตูนครับ ตอนนั้นอ่านหลายเรื่องมากๆ ที่จำได้ก็มี หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ, Doctor K, I's, Blackjack, Blackcat, เปลวฟ้าผ่าปฐพี, Berzerk, จอมโหดกะทะเหล็ก, มืออสูร, ซามูไรพเนจร, GTO แต่ละการ์ตูนเป็นการ์ตูนเก่าทั้งนั้น เพราะผมเป็นคนที่ไม่เคยเข้าร้านหนังสือการ์ตูนเลยครับ
ช่วงนี้ผมได้พบกับเพื่อนคนหนึ่ง จริงๆ เราอยู่ห้องมาด้วยกันตั้ง 2 ปี แต่ไม่เคยได้คุยกันเลย แต่มีครั้งหนึ่งผมเล่าเรื่องเกมส์ FF7 ให้เพื่อนฟัง เขาคนนี้ก็เลยเข้ามาแจมด้วย ตั้งแต่นั้นมาเราก็ถูกคอกัน เพราะด้วยความที่ชอบเรื่องเดียวๆ กัน

(อุ้บ...เล่าไปเล่ามาเดี๋ยวจะนอกเรื่องกันไปใหญ่ ไม่จบซักที)

ชีวิตในม.ต้นได้ผ่านไปแล้ว เข้าสู่ชั้น ม.ปลาย หลายสิ่งหลายอย่างก็เปลี่ยนไป เริ่มจากเรื่อง ragnarok พอมันเข้าสู่ช่วง EP 5.0 ผมก็เลิกเล่น สาเหตุน่าจะเหมือนกับหลายๆ คนคือ "บอท" เพื่อนผมที่เล่นด้วยกันมันเปิดจนท้ายสุดเราก็แทบไม่ค่อยได้เล่นด้วยกัน ด้วยเหตุนี้ผมจึงวางมือจากเกมส์ออนไลน์ไป
ในช่วงนี้ผมเริ่มได้เข้าไปใช้ชีวิตในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งที่หลายคนรู้จักกันดี "ประมูล" (ปัจจุบันเลิกเข้าไปนานแล้ว) ผมเริ่มเข้าไปสิงอยู่ในหมวดการ์ตูน ตอนที่เข้าไปครั้งแรกผมยอมรับเลย ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดกัน อะไรคือ H,O,L,Y หรือ M,N บอกตามตรงผมไม่เข้าใจเลยครับ จนได้เข้าไปอ่านกระทู้หนึ่งของคุณหมาน้อย (ขอยกชื่อมานะครับ) ผมก็เริ่มเข้าใจสิ่งพวกนี้มากขึ้น เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรมากขึ้น ช่วงนี้ผมเข้ากระทู้โหลดเพลง mp3 (ซึ่งปัจจุบันไม่รู้เป็นไงมั่ง) ผมโหลดมาฟังแต่เพลงการ์ตูน จนแต่ก่อนผมมีเพลงไทยหลายอัลบั้มมาก แต่ไม่นานมันก็สู้จำนวนเพลงอนิเมที่มีไม่ได้เลย จำนวนเพลงอนิเมในเครื่องๆ ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงจำนวนคลิบเพลง OP ของอนิเมก็เริ่มมีมากขึ้นเช่นกัน

ช่วงนี้ผมเริ่มเจอสายพลังที่ชอบจากการเข้าบอร์ด ผมรู้จักเรื่อง Love Hina ก็จากบอร์ดประมูลผมจึงไปเช่ามาอ่าน บอกได้คำเดียวว่าประทับใจมากโดยเฉพาะแนวเรื่อง และภาพ
จนมาถึงวันที่เกิดเหตุการณ์ที่พลิกสายพลังที่ผมศรัทธามาจนทุกวันนี้ นั่นก็คือวันนั้น ผมโหลดคลิป OP มาเรื่อยๆ จนในที่สุดผมก็มาเจอเรื่ิองหนึ่งครับ นั่นคือ "Mahoromatic" ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น แต่มันทำให้ผมรู้สึกว่า ชุดสาวใช้ พลังของ Apron มันสุดยอดมากๆ ตั้งแต่นั้นมาผมก็เข้าสู่ลัทธิของ メイド(Maid) เต็มตัวครับ

ตอนนั้นระบบการดาวน์โหลดผ่านบิตเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น ผมก็เลยเริ่มการโหลดบิต อนิเมเรื่องแรกที่ผมโหลดมาเลยก็คือเรื่อง "Elfen Lied" พอดูจบเรื่องนี้แล้ว ผมรู้สึกว่าตอนนั้นผมสามารถมีความสุขกับสิ่งนี้ไ้ด
จนต่อมาผมก็ได้รู้จักกับเว็บไซต์แห่งหนึ่งที่เปิดโดยโอตาคุที่มีความรักในอนิเม (ไม่ขอบอกนะครับ เพราะทุกท่านคงทราบเป็นอย่างดี) ผมเข้าไปเป็นสมาชิกและได้พบกับอนิเมอีกหลายๆ เรื่อง เช่้น Wind~A breath of Heart, D.C. Dacapo, Rozen Maiden, Mai Hime, Gunslinger Girl ซึ่งเป็นแนว MOE แทบจะทั้งสิ้น หลังจากที่ดูจบทั้งหมด ผมในวันนี้ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาครับ

ในช่วงนั้นผมเริ่มหันมาสนใจภาษาญี่ปุ่นอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากซื้อพจนานุกรมญี่ปุ่น - ไทย มา เพื่อหวังจะแปลเพลง Wind (OP ของ เกมส์ Wind~ A breath of heart) ที่ไหนได้ครับ ตอนนั้นไม่เข้าใจไวยากรณ์เลยแม้แต่นิดเดียว ก็เลยไม่รู้เรื่อง แต่ผมไม่ยอมแพ้ครับ เริ่มศึกษาด้วยตนเองโดยเปิดอ่านจากเว็บนอก(อังกฤษ) ซึ่งเริ่มจากขั้นพื้นฐาน แต่ในช่วงนั้นในห้องผมจะมีเพื่อนคนหนึ่งเขาเรียนญี่ปุ่น และสอบระดับ 4 ผ่านแล้ว เขาก็เลยมาแนะนำเรื่องสอบวัดระดับ และแนะนำตำราให้ ผมก็เลยไปหาซื้อตำรา รวามถึงตั้งใจว่าปีนี้ (ม.5) จะขอสอบวัดระดับ 4 ให้ผ่าน

ตอนนั้นการเรียนด้วยตัวเองมันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยครับ (จริงๆ ก็อยากไปเรียนเสริม แต่ก็ไม่ค่อยมีเวลาครับ + กับงานเริ่มประดังเข้ามา) ตอนนั้นผมใช้เวลากับภาษาญี่ปุ่นในระดับ 4 นี้เยอะมาก ทั้งอ่านเอง ถามเพื่อน เปิดเว็บ โดยมีปณิธานในใจคือ "สักวันหนึ่งเราจะอ่านได้ ฟังได้ เข้าใจได้"
จนในที่สุดก็ถึงการสอบวัดระดับ 4 หลังจากสอบเสร็จรู้สึกว่าทำได้ 2 ส่วนหลักๆ คือ คันจิ/คำศัพท์ กับ ไวยากรณ์ ส่วนการฟังรู้สึกว่ามั่วไปเยอะ ตอนนั้นก็คิดไว้แล้วว่าคงจะไม่ผ่าน แต่ก็คิดว่าถึงไม่ผ่านเราก็จะเรียนต่อไป...จนในที่สุดประกาศผลออกมา ผลคือ "ผ่าน" ได้คะแนนออกมารวม 261 คะแนนครับ



ถึงคะแนนจะออกมาไม่ค่อยดี แต่ก็รู้สึกดีใจที่ผ่าน ทำให้รู้สึกว่าการพยายามของตนเองมันมีผล ผลการสอบนี้ช่วยทำให้ผมมีความมั่นใจที่จะพยายามต่อไป

ช่วงชั้น ม.6 ความเป็นโอตาคุเริ่มเพิ่มขึ้น ผมฟังเพลงไทยน้ิอยลง จนในที่สุดก็เลิกฟัง ยกเว้นที่เพราะจริงๆ กลุ่มเพื่อนที่มีก็เริ่มแคบลง เพราะคุยกับคนอื่นไม่ค่อยรู้เรื่อง และก็มีเพื่อนบางคนเริ่มเข้ามากระทบกระทั่งแ้ล้วในเรื่องที่ผมทำตัวแปลกๆ เขามักจะล้ิอผมว่า "ไอ้โลลิคอน, ไอ้บ้าการ์ตูนสาวน้อย" มีครั้งหนึ่งผมนั่งฟังเพลงอนิเมในห้อง มีเ้พื่อนเข้ามาถาม "ฟังเพลงอะไรเหรอ" ผมก็บอกไป "เพลงอนิเม" เขาก็ไม่เข้าใจ ผมก็เลยให้ลองฟัง เขาก็เลยถามว่า "ชอบเพลงแบบนี้เหรอ" "สนุกเหรอ" ผมก็อายนิดๆ เพราะมีคนมองเยอะมาก ช่วงนั้นผมอดทนเอา โดยคิดว่า "ทางที่เราชอบมันไม่ผิด มันไม่ได้ทำให้คนอื่นต้องเดือนร้อน" จนเวลาผ่านไป ผมก็เริ่มชินกับเสียงนี้ แต่กลับรู้สึกว่า "การที่เราแปลกกว่าคนอื่นนั้นมันผิดตรงไหน" "คนเราจำเป็นต้องทำอะไรให้มันเหมือนๆ กันงั้นรึ" "ความชอบส่วนตัวหากไม่ทำให้ใครเดือดร้อน มันก็ไม่ใช่สิ่งไม่ดีหรอกใช่มั้ย" หลังจากนั้น เขาเริ่มเห็นว่าผมไม่สนใจเขาก็เลิกล้อไปเอง
ในช่วงม.6 นี้ผมมีเพื่อนสนิทกันจริงๆ น้อยมาก บางคนสนิทกันตั้งแต่ประถม, บางคนก็สนิทกันเพราะอนิเม เกมส์ การมีกลุ่มเพื่อนน้อยนี้ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองด้อยไปเลย ผมกลับคิดซะอีกว่า "มิตรมีมาก แต่สนิทกันมากๆ มีน้อย"

ในชั้นม.6 นี้ผมเอาเวลาเริ่มไปทุ่มเทกับการเรียนมากขึ้น เพราะต้องเตรียมสอบเข้ามหาลัย จนทำให้ผมต้องวางมือจากภาษาญี่ปุ่นไปสักพัก ทำให้ผมไม่ได้สอบวัดระดับในปีนั้น
แต่โชคดีที่ผมสามารถเข้าเรียนต่อโดยใช้วิธีโครงการพิเศษรับตรง ทำให้ผมไม่ต้องสอบโควต้า และเอนทรานส์ ช่วงเวลาที่ว่างนี้เอง ผมจึงตัดสินใจไปเรียนเสริมภาษาญี่ปุ่น ซึ่งท่านแม่ก็ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี ช่วงนี้ผมจึงสามารถเพิ่มความสามารถในด้านการฟัง ไวยากรณ์ได้ไวขึ้น ในขณะเดียวกัน ผมก็ศึกษาด้วยตัวเอง ทั้งการอ่านตำรา การลองแปลเพลง การแปลเพลงนี้เองทำให้สามารถจดจำคำศัพท์และคันจิเพิ่มมากขึ้น โดยไม่เบื่อ

จนเมื่อจบม.6 เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เรียนเสริมญี่ปุ่นก็ต้องเลิกไปก่อนเพราะไม่มีเวลา ในตอนแรกพะวงกับพวกกิจกรรม และการเรียนมากกว่า ผมเรียนสาขาวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่ผมลงตัวไมเนอร์ เป็น "ภาษาญีปุ่น" ชีวิตในรั้วมหาลัยทำให้เราได้มีโอกาสพบหน้าคนหลายๆ คนที่มีความชอบในอนิเมเหมือนกัน บางคนเป็นคนที่เจอกันในงานการ์ตูน บางคนเป็นคนที่มานั่งเรียนข้างๆ และเห็นรูปในมือถือก็รู้แล้วว่าคนเดียวกัน ผมเริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ถึงจะไม่เท่ากับคนอื่น แต่ผมก็ดีใจที่รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกนี้คนเดียวน
ช่วงปีหนึ่งนี้ก็ตรงกับปีที่แล้วนี้พอดี ผมตั้งใจว่าปีนี้จะต้องสอบวัดระัดับ 3 ให้ผ่านให้ได้ จึงเริ่มตั้งใจท่องตำราอีกครั้ง ช่วงนี้ดีหน่อยที่เวลามีปัญหาสามารถปรึกษาอาจารย์สอนที่เป็นคนไทย และคนญี่ปุ่นได้ อาจารย์ญี่ปุ่นจะดีกว่าหน่อยตรงที่เค้าจะอธิบายได้ค่อนข้างละเอียดกว่า ผมสะสมกำลังใจในการไปสอบโดยมีผู้ผลักดันหลายท่าน เริ่มจาก ท่านแม่, ผองเพื่อน, และก็มีโคโทริจังแอบเชียร์อยู่ (อันหลังนี้ล้อเล่น อิอิ)

จนในที่สุดมาถึงวันนี้...ผลการสอบออกมาแล้ว ปรากฏว่า "ผ่าน" คะแนนรวมคือ 311 คะแนน และยังคงทำได้ไม่ดีในส่วนของ "การฟัง" ทั้งหมดนี้จะเป็นกำลังใจที่ทำให้ผมสู้ต่อไป

จนถึงวินาทีก่อนที่ผมจะจบบทความที่เป็นความในใจของผมลงนี้ ผมอยากจะเป็นกำลังใจให้กับท่านใดที่กำลังมีความทุกข์ใจแบบเดียวกับผมในตอนนั้น ท่านไม่ต้องกลัวครบสิ่งที่ท่านทำไม่ผิดหรอกครับ การชอบตัวละครในเกมส์ ในอนิเม แม้ว่าจะไม่มีอยู่จริง แต่มันก็ทำให้เรามีความสุขครับ แท้จริงแล้วความสุขมันก็เป็นสิ่งที่มาจากตัวเราครับ แม้มันจะทุกข์ ลำบาก ทรมาน เศร้า แค่ไหน แต่ถ้าเรายิ้มรับมัน สิ่งนั่นก็จะเปลี่ยนกลายมาเป็นความสุขได้ครับ

もしも幸せが目に見えるものなら、迷いはしないのかな
"ถ้าหากว่าความสุขคือ สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยตาของฉัน ฉันก็คงไม่จำเป็นต้องลังเลอีกต่อไปแล้วใช่มั้ยนะ"
(จาก Seto no Hanayome ED1 "Ashita e no Melody")

ท้ายสุดนี้ท่านใดที่ปีนี้สอบผ่านก็ขอแสดงความยินดีด้วยครับ สำหรับผู้ที่สอบไม่ผ่าน หรือกำลังจะสมัครสอบปีนี้ ก็ขอเป็นกำลังใจให้ สำหรับปีนี้ผมก็คงสอบเช่นกันครับ ส่วนสำหรับท่านที่กำลังเริ่มสนใจในภาษาญี่ปุ่น ก็ขอบอกว่า "がんばって" (สู้ๆ ครับ) สิ่งอะไรที่เป็นสิ่งที่เราชอบมักจะทำได้ดีเสมอครับ

ผมก็ขอจบเรื่องราวทั้งหมดไว้เพียงแค่นี้ครับ แล้วพบกันใหม่เมื่อวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสครับ... สวัสดีครับ

Comment

Comment:

Tweet

สอบระดับ 3 ปีที่แล้วเหมือนกันเลยครับ แต่ผมได้ 310 คะแนน
แหะๆ ต่างกันคะแนนนึง

มาสู้ระดับ 2 ด้วยกันนะครับปีนี้ ^ ^

#6 By φυβλας on 2008-05-08 01:04

สู้ต่อไปนะเว้ยไอ้เข้ม

สาด ทักในเอ็มมะค่อยคุยกะกูเลยนะ

แอบเคืองนะเนี่ย

แม้กูจะไม่ค่อยรุ้เรื่องพวกการ์ตูนญี่ปุ่น

แต่ว่า กูชอบเขียนโปรแกรมเหมือนกับเมิงนั่นแหล่ะ

แล้วเจอกันที่ค่าย

ไอ้เพื่อนยาก

#5 By ปอ (58.136.216.21) on 2008-04-25 16:00

ผมสนใจภาษาญี่ปุ่นก็ตอนม.3ครับ จากนั้นผมก็หันมาเอาดีด้านภาษาเลย ใช้วิธีแปลเพลงในการเรียนเหมือนท่านเลยครับ หุหุ แล้วก็อัพเกรดมาแปลดราม่าซีดี->ซับ ในภายหลัง ทำแบบนี้เรื่อยๆเดี๋ยวการฟังก็ดีเองแหละครับ ผมว่า

ปล.ปีนี้ลุยระดับสองกันดีกว่า^^

#4 By Chuy on 2008-04-14 18:56

ไม่เจอเมงเลย 5 5 5 เปนไงมั่งวะ

#3 By กูบูนะ เพื่อนเก่าเมงอะ (222.123.66.202) on 2008-03-30 20:26

ไม่เจอเมงเลย 5 5 5 เปนไงมั่งวะ

#2 By กูบูนะ เพื่อนเก่าเมงอะ (222.123.66.202) on 2008-03-30 20:26

สู้ต่อไปละกัน เพื่อน

อยากไปเที่ยวบ้านแกอีกอะ

แต่คงไม่ค่อยได้ไป

เพราะไม่ได้เจอกานเลยsad smile

#1 By เพือนคนหนึ่ง (203.154.48.98) on 2008-03-15 02:59