สวัสดีครับหายไปจากบล็อกหลายเดือนเลย พอขึ้นปี 4 แล้วงานอะไรก็ยุ่งไปหมดครับ โดยเฉพาะโปรเจกต์จบนั้นเป็นเรื่องที่ชวนน่าปวดหัวมากครับ

เห็นหัวข้อเอนทรี่นี้แล้ว หลายท่านอาจจะคิดว่ามาแปลกสินะครับ ความจริงแล้วคือเทอมนี้มีวิชาตัวไมเนอร์ของภาควิชาภาษาญี่ปุ่นที่ผมลงเรียนกับรุ่นน้องปี 3 คือวิชา "Structure of Japanese" และที่ผมจะเอามาลงในเอนทรี่นี้เป็นการบ้านวิชานี้ครับ ซึ่งผมเห็นว่า่หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ และน่าจะมีประโยคสำหรับหลายๆ คนครับ

ต้นฉบับเกือบ 90% นั้นมาจากตำราญี่ปุ่น ชื่อว่าอะไรไม่รู้เหมือนกันครับ (อาจารย์แกสำเนามาให้ แต่ลืมถามชื่อไว้ ไว้ผมจะเอามาบอกครับ) ซึ่งผมอ่านแล้วก็สรุปมาได้เป็นเนื้อหายาวประมาณ 3 หน้ากระดาษครับ

ประเภทความสัมพันธ์ของคำศัพท์
จากบทนี้สามารถแบ่งความสัมพันธ์ของกลุ่มคำศัพท์ออกมาได้ ดังนี้
1. คำที่มีความหมายเทียบเท่ากัน
2. คำที่มีความหมายเหมือนกันบางส่วน
3. คำที่มีความหมายขยายกว้างไปครอบคลุมความหมายของคำอื่น
4. คำที่มีความหมายเหมือนกันมาก
ซึ่งในบทนี้จะมีการกล่าวถึง คำว่า 類義語 กับ 対義語 หรือ “คำที่มีความหมายเหมือนกัน” กับ “คำที่มีความหมายต่างกัน” ซึ่งความสัมพันธ์ชนิดนี้เช่น คำว่า ひらく กับ あける ซึ่งหมายถึง “เปิด” ทั้งสองคำนี้เป็น類義語 กัน แต่เป็น対義語 กับคำว่า しめる กับ とじる ซึ่งหมายถึง ”ปิด” แต่ในขณะเดียวกัน しめる กับ とじる ก็เป็น 類義語 ของกันและกัน

ประเด็นที่ 1 คำที่มีความหมายเทียบเท่ากัน
เป็นคำที่สามารถใช้แทนกันได้ โดยความหมายไม่ต่างกัน แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันในด้าน
1) ระดับความเป็นทางการ
あした・あす・みょうにち ทั้งสามคำนี้ต่างก็หมายถึง “วันพรุ่งนี้” เหมือนกัน แต่คำว่า あしたกับ あすนั้นใช้พูดกันทั่วไป แต่คำว่า みょうにち จะให้ความเป็นทางการมากกว่า
2) ระดับความสุภาพ
ごはんกับめし ต่างก็หมายถึง “ข้าว” เหมือนกัน แต่ก็ต่างกันที่ ごはんจะให้ความรู้สึกสุภาพ(丁寧) แต่めし จะดูหยาบคายไม่สุภาพ(卑俗)เช่นเดียวกับคำว่า たべるกับ くう ที่แปลว่า “กิน” เหมือนกัน แต่ たべるนั้นสุภาพ แต่ くう จะไม่สุภาพ
3) ความเก่าแก่
คำว่า “ทันที” ในภาษาญี่ปุ่นนั้นอาจใช้คำว่า すぐに、ただちにหรือ すみやかに ก็ได้ แต่คำว่า すぐに นั้นนิยมใช้มากกว่าเพราะคำว่า ただちに กับ すみやかにนั้นเป็นคำที่ค่อนข้างเก่า ซึ่งดูเหมือนว่ายิ่งเป็นคำเก่า ความถี่ในการใช้คำ(頻度)ของคำๆ นั้นก็ยิ่งจะน้อยลงตามไปด้วย

ประเด็นที่ 2 คำที่มีความหมายเหมือนกันบางส่วน
กล่าวคือเป็นคำที่มีหลายความหมาย แต่ในบางความหมายอาจครอบคลุมไปเหมือนกับอีกคำ ซึ่งในจุดที่ความหมายเหมือนกันทำให้คำสองคำนั้นๆ สามารถใช้แทนกันได้
ตัวอย่าง
1. คำนาม เช่น คำว่า いえ กับ คำว่า うちทั้งสองคำนี้สามารถใช้ในความหมายว่า “บ้าน” ซึ่งหมายถึง “บ้านที่เป็นตัวบ้าน” ได้เหมือนกัน แต่ในบางสถานการณ์นั้นคำนี้จะให้ความหมายที่ต่างกัน เช่น ในประโยค 「うちは三人家族です」คำว่า うち ในที่นี้มีความหมายว่า “ครอบครัว(ของตัวผู้พูด)” (家族)ซึ่งในกรณีนี้ไม่สามารถใช้ いえ แทนได้ และในบางสถานการณ์นั้นคำว่า いえ ก็อาจจะหมายถึง วงศ์ หรือ ชาติตระกูล เช่น ประโยค 「狩野は日本画のいえだ」(คาริโนะเป็นตระกูลที่ทำงานในด้านภาพเขียนของญี่ปุ่น) และผู้เขียนรายงาน พบว่าคำว่า 家 นี้สามารถนำไปเขียนต่อท้ายชื่อนามสกุล โดยใช้ในความหมายว่า “ครอบครัว, ตระกูล” แต่จะออกเสียงว่า けเช่น 乃木坂家 (のぎざか・け)ซึ่งหมายถึง “ตระกูลโนกิซากะ”
2. คำวิเศษณ์ เช่น คำว่า きれい กับ 美しい ทั้งคู่นั้นสามารถใช้ในความหมายที่หมายถึง “สวยงาม” ได้เหมือนกัน แต่บางกรณีนั้นก็ไม่อาจใช้แทนกันได้ เช่น 「きれいな空気」 (อากาศบริสุทธิ์)、「きれいに拭く」(ปัดให้สะอาด) ในความหมายนี้เราอาจมองได้ว่า เป็นความ “สะอาดบริสุทธิ์ในเชิงรูปธรรม” และเนื่องจากไม่มีความหมายว่า “สวยงาม” จึงไม่อาจนำเอา うつくしい มาแทนได้ เช่นเดียวกับ 「うつくしい愛」(ความรักที่งดงาม) 「うつくしい友好」(มิตรภาพอันงดงาม) คำว่า 愛 กับ 友好นั้นเป็นคำที่มีความหมายในเชิงนามธรรม ซึ่งความบริสุทธิ์ และความงามในเชิงนามธรรม นั้นจะใช้คำว่า 美しいไม่ใช้ きれい
3. คำกริยา เช่น คำว่า きくและ たずねるและ おとずれる ทั้งสามคำนี้มีลักษณะความสัมพันธ์กันคือ คำว่า きくกับ たずねる นั้นสามารถใช้ในความหมายว่า “ถาม” ได้เหมือนกัน ส่วนคำว่า おとずれる กับたずねるนั้นใช้ในความหมายที่เหมือนกันคือ “เยี่ยมเยียน”

ประเด็นที่ 3 คำที่มีความหมายขยายกว้างไปครอบคลุมความหมายของคำอื่น
คำในกลุ่มนี้จะมีคำที่สามารถใช้แทนความหมายของคำทุกคำได้ ซึ่งอาจเรียกว่า 多義語 (คำหลายความหมาย) เช่น
うまい คำนี้ครอบคลุมคำว่า 上手(เก่ง) และ おいしい(อร่อย)
鳴く คำนี้ครอบคลุมคำว่า いななく(แปลว่า ส่งเสียงร้อง ใช้กับม้า) และ さえずる(แปลว่า ส่งเสียงร้อง ใช้กับลูกนก)
金 คำนี้มีความหมายครอบคลุมคำว่า 金属(โลหะ) และ 金銭 (เหรียญเงิน หรือ เรื่องเงินๆ ทองๆ)
車 คำนี้มีความหมายครอบคลุมคำว่า 車輪(ล้อรถ หรือ ล้อเกวียน) และ 自動車(รถยนต์)
夜 คำนี้นั้นจะหมายถึง “เวลาหลังจากที่พระอาทิตย์ตกดิน ไปจนถึงเช้าของอีกวันหนึ่ง” ซึ่งครอบคลุมคำว่า よい(ช่วงเวลาหลังจากฟ้ามืดสักพัก) และ ばん (ช่วงเวลาตอนกลางคืนก่อนที่ผู้คนจะเข้านอน)
ซึ่งในที่นี้จะขอยกตัวอย่างโดยนำคำว่า 宵・晩・夜  มาเขียนเป็นแผนภาพความสัมพันธ์


ประเด็นที่ 4 คำที่มีความหมายเหมือนกันมาก
คำประเภทนี้มีความหมายเหมือนกันแต่ในการใช้งานอาจให้ความหมายที่แตกต่างกันไปบางส่วน ซึ่งในการแบ่งแยกคำเหล่านี้นั้นจะใช้ลักษณะการแบ่งตามวิธีการใช้งานแบบเฉพาะทาง(専門的な使い分け)
คำศัพท์ต่อไปนี้อาจใช้วิธีการแบ่งแยกตามลักษณะของคำนาม หรือลักษณะของการกระทำ

 

森(ป่าทึบ)  林(ป่าโปร่ง)
貧しい(ยากจน)  乏しい(ขาดแคลน)
土(ดิน) 泥(โคลน)
分ける(แบ่งส่วน) 割る(แตก, หาร, ทุบ)
岩・石・砂利(じゃり)・砂 หินก้อนใหญ่(หินผา) / หินก้อนเล็ก / กรวด / ทราย
綱(つな)・縄(なわ)・紐(ひも)・糸 เรียงตามขนาดความใหญ่ของเส้นผ่านศูนย์กลางโดย 綱ใหญ่สุด และ 糸เล็กสุด
ごみ・くず・塵(ちり)・埃(ほこり) เนื่องจากคำกลุ่มนี้ค่อนข้างเปรียบเทียบได้ลำบากมาก จึงขออ้างอิงคำอธิบายจากเว็บไซต์

ごみ・くず――「ごみ」は不要になり捨てられた物や、その辺にある汚いものをいう。「粗大ごみ」「川にごみを捨てる」などを普通「くず」とは言わ ない。◇「くず」は、切ったり削ったりして、良いところをとったりしたあとに残る役に立たない部分をいう。「パンくず」「糸くず」のように他の語に付い て、役にも立たないかけら、切れ端であることを示し、また、役に立たない意から比喩的に「あいつは人間のくずだ」などともいう。[1]

แปล คำว่า ごみ นั้นจะใช้เรียกสิ่งไม่จำเป็นที่ถูกทิ้ง หรือสิ่งสกปรก ในกรณีเช่น “ขยะกองโต” หรือ “ทิ้งขยะลงแม่น้ำ” เหล่านี้จะไม่ใช้คำว่า くず ส่วนคำว่า くず นั้นจะใช้เรียกส่วนที่ไม่มีประโยชน์ที่เหลือจากการตัดเอาส่วนที่ดีๆไปแล้ว อย่างเช่นในคำศัพท์ที่หมายถึงเศษเหลือทิ้ง หรือ ชิ้นส่วนที่ใม่มีประโยชน์ เช่น คำว่า “เศษขนมปัง” “เศษด้าย”  เป็นต้น และยังอาจใช้ในการเปรียบเปรยในความหมายว่าไม่มีประโยชน์ เช่นพูดว่า “ไอ้หมอนั่นมันเป็นสวะมนุษย์” (あいつは人間のくずだ)

ส่วนคำว่า 塵(ちり) และ 埃 นั้นก็มีความหมายใกล้กัน โดย 塵 เป็น “ฝุ่น” แต่埃นั้นเป็นฝุ่นที่ขนาดเล็กกว่า 塵 จึงอาจเรียกว่าเป็น “เศษฝุ่น”(粉のような細かいちり[2]
ส่วนคำศัพท์ต่อไปนี้จะใช้การแบ่งแยกตามความหมาย และการใช้งานแบบเฉพาะทาง เช่น
คำว่า 舞いกับ 踊りนั้นก็ใช้ในความหมายที่ต่างกัน โดยถ้าเป็นการแสดงแบ่งชนิด เช่น ละครโน(能楽)จะใช้คำว่า 舞 แต่หากเป็นการแสดงคาบุกิ(歌舞伎)นั้นจะใช้คำว่า 踊り เป็นต้น
คำจำพวกอาวุธก็เหมือนกัน เช่น คำว่า けん・つるぎ・かたな ทั้งหมดนี้ต่างหมายถึงดาบทั้งสิ้น แต่ลักษณะของมันจะแตกต่างกันออกไป คือ คำว่า けんนั้นจะใช้เรียกดาบคมตรง สองคม ซึ่งใช้ในการแทงมากกว่าฟัน ส่วนคำว่า つるぎจะหมายถึงดาบแบบ けん รวมกับ かたなส่วน かたなนั้นจะหมายถึงดาบซามุไรญี่ปุ่น ซึ่งมีคมเดียว และตัวดาบจะโค้ง แล้วเน้นใช้ในการฟัน แต่ไม่นิยมใช้แทง[3]
อาวุธประเภทหอกเองก็มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป เช่น คำว่า ほこ นั้นจะเป็นหอกปลายเล็ก ส่วน やりนั้นเป็นหอกแบบญี่ปุ่น ซึ่งปลายหอกจะยาวกว่า ほこ ส่วน なぎなたนั้นจะเป็นอาวุธคล้ายกับมีดที่ต่อระยะให้ยาวขึ้นโดยการใช้ตัวด้ามที่ยาว ซึ่งอาจเรียกเป็นภาษาไทยว่า “ง้าว” (คำว่า なぎなた นั้น เขียนเป็นคันจิคือ 長刀ซึ่งอาจแปลตรงตามตัวว่า “ดาบที่ยาว หรือ “ดาบที่ถูกทำให้ยาวขึ้น”)
คำที่แสดงสภาพอากาศเองก็มีคำที่มีลักษณะดังนี้เช่น คำว่า きり・もや・かすみ ทั้งสามคำนั้นหากแปลเป็นภาษาไทยแล้วจะได้ความหมายเหมือนกัน คือคำว่า “หมอก” แต่คำว่า きりและ もやนั้นเป็นคำที่ใช้ในการพยากรณ์สภาพอากาศ ซึ่งきりนั้นจะเป็น หมอกที่หนากว่า もや ส่วนคำว่า かすみ นั้นจะไม่ใช้เรียกสภาพอากาศแต่จะใช้ในงานวรรณกรรม เช่น กลอน นิยาย
และอย่างคำว่า “นักเรียน” นั้นในภาษาญี่ปุ่นก็มีการเรียกที่ต่างกันไปโดย นักเรียนประถมจะใช้คำว่า 児童(じどう) ส่วนนักเรียนชั้นมัธยมจะใช้คำว่า 生徒(せいと) ส่วนระดับมหาวิทยาลัยจะใช้คำว่า 学生(がくせい)

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
[1] http://dic.yahoo.co.jp/dsearch?enc=UTF-8&p=%E5%A1%B5&stype=1&dtype=0
[2] http://dic.yahoo.co.jp/dsearch?enc=UTF-8&p=%E3%81%BB%E3%81%93%E3%82%8A&stype=0&dtype=0
[3] http://detail.chiebukuro.yahoo.co.jp/qa/question_detail/q1319111038

Comment

Comment:

Tweet

อืมม อธิบายละเอียดมากๆๆ เลยค่ะ ไว้จะเข้ามาอ่านให้ละเอียดเพื่อศึกษาอีกที...

แล้วก็ขอสอบถามหน่อยน่ะค่ะว่า แหล่งข้อมูลที่อธิบายการใช้อักษรคันจิที่คล้ายๆ กันน่ะค่ะ อย่างเช่น เข้าใจนี่ควรใช้ 分かる、判る、解る? พอจะมีเว็บไซต์หรือหนังสืออะไรแนะนำบัางมั้ยคะ?

บล็อกมีประโยชน์มากๆ เลยค่ะ ไว้จะเข้ามาอ่านทำความเข้าใจไปทีละเรื่อง ขอบคุณมากๆ นะคะbig smile

#7 By Hong on 2010-10-14 13:10

มีประโยชน์มาก นั่งอ่านจนจบแล้ว
薙刀 เนี่ย ปกติเจอเขียนแบบนี้นะ ซึ่งซึ่งดูแล้วเป็นการเขียนที่ดูเข้าใจความหมายง่ายกว่า และอ่านตรงตัวกว่า
เพียงแต่อักษร 薙 ไม่ใช่โจวโยวคันจิ

#6 By φυβλας on 2010-06-28 15:27

มีประโยชน์ฺ แต่เดี๋ยวขอเวลาว่างๆมานั่งอ่านดีๆก่อนแล้วกันครับดูท่าจะไม่เข้าใจเยอะแหงๆ
ขอบคุณครับที่สนใจ ครั้งหน้าถ้ามีอีกจะเอามาลงให้อีกครับ

#4 By Etcetera on 2010-06-27 17:54

เนื้อหามีความรู้ดีค่ะ เดี๋ยวนี้น้อง ๆ ที่เรียนภาษาญี่ปุ่นนี่เก่งๆ กันทั้งนั้นเลยนะเนี่ย
役に立てる内容です。よくできました。
big smile

Hot! Hot!

#3 By SHizUKu on 2010-06-27 15:50

Hot! Hot! ครับ

#2 By chiUmIku on 2010-06-27 15:28

มาเป็นวิชาการ ได้ประโยชน์มากสำหรับคนที่ศึกษาภาษาญี่ปุ่นค่ะ

#1 By DarkNeon on 2010-06-27 15:25